Chapter Text
หากชีวิตเราเรียบง่ายเหมือนจังหวะ 69 bpm ไปตลอดก็คงดี
“วอนอู... เฮ้ย! วอนอู!”
เสียงที่ดังขึ้นตรงหน้าพร้อมสองมือที่ตบลงบนโต๊ะเรียนเรียกให้เด็กหนุ่มถอดหูฟังออกและเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคนที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่
“ตะโกนทำไม” เขาวางโทรศัพท์มือถือที่เปิดหน้าจอเกมซึ่งเพิ่งเคลียร์เพลงระดับสิบดาวพร้อมเพอร์เฟ็คต์คอมโบลง
“เรียกตั้งนานแล้วไม่ได้ยินนี่หว่า” คิมมินกยู เด็กหนุ่มผิวแทนตัวสูงที่ตะโกนเรียกเขาเมื่อครู่เบ้ปาก
“แล้วมีอะไร” วอนอูถาม แต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากมินกยู ในขณะที่เพื่อนสนิทของเขาอีกคนใช้ศอกดันสีข้างของคนตัวสูงอย่างแรง
“มันจะชวนไปห้องดนตรี” ซอกมินพูดแทนเมื่อเห็นว่ามินกยูยังคงปิดปากเงียบ
“อีกแล้ว ?” เขาว่าพลางปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูง “ชวนทุกวัน ยังทำเป็นเขินอีก”
“ก็เผื่อพวกนายไม่อยากไปนี่” มินกยูที่เหมือนตัวหดลงเหลือสิบเซนติเมตรเมื่อเข้าสู่ประเด็นนี้ได้แต่พูดอ้อมแอ้ม
“ถึงไม่อยากไป แต่สุดท้ายนายก็บังคับพวกฉันอยู่ดี” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาพร้อมก้าวเท้าเดินออกจากห้องเรียนไปโดยไม่รออีกสองคน
“ไปคนเดียวมันเขินนะ ถ้าเขาเห็นแล้วจะหาข้ออ้างอะไรล่ะ” มินกยูและซอกมินเดินออกจากห้องตามเขา
“ไปสามคนก็หาข้ออ้างไม่ได้อยู่ดี” สิ้นเสียง มินกยูก็วิ่งมาไล่เตะเขาโดยมีซอกมินหัวเราะตามอยู่ข้าง ๆ
โรงเรียนหลังเลิกเรียนมักคึกคักไปด้วยเหล่าเด็กนักเรียนที่พากันเข้าร่วมกิจกรรมชมรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงปลุกใจจากชมรมเบสบอล เสียงตะโกนเรียกกันจากชมรมฟุตบอล หรือแม้แต่การซ้อมดนตรีของวงโยธวาทิตต่างทำให้ช่วงเวลาสี่โมงเย็นมีชีวิตชีวายิ่งกว่าตลอดทั้งวันที่ผ่านมา
เด็กหนุ่มทั้งสามคนพากันเดินไปยังห้องซ้อมดนตรีของโรงเรียน ก่อนที่มินกยูจะเดินนำไปยังห้องรองสุดท้าย
บริเวณโถงทางเดินนั้นเงียบสงัดราวตัดขาดกับโลกภายนอก แม้จะมีห้องทั้งหลายเรียงรายและทุกห้องต่างถูกจับจองไว้ด้วยนักเรียนหลากหน้า แต่ด้วยความที่ทุกห้องต่างถูกบุผนังด้วยโฟมซับเสียง จึงไม่ค่อยมีเสียงใดเล็ดรอดออกมาให้ได้ยินชัดเจน
วอนอูและซอกมินยืนมองมินกยูที่ยืนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าประตูไม้บานนั้นพลางค่อย ๆ ยื่นศีรษะขึ้นไปเพื่อให้สายตามองเห็นคนที่อยู่ข้างในผ่านกระจกบานไม่ใหญ่ไม่เล็กบนประตู
“เอาแต่มอง ไม่เข้าไปทักสักที แล้วเขาจะรู้ไหม” ซอกมินบ่นออกมาหลังจากที่แอบชะเง้อมองเข้าไปด้านในบ้าง
“อย่ายื่นหน้าเข้ามาสิ!” มินกยูกระซิบพร้อมหันมาดันหัวทุย ๆ ของซอกมินออก
ทว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ซอกมินยิ่งแกล้งยื่นหน้าเข้าไปอีกโดยไม่สนใจแรงดันของมินกยู วอนอูได้แต่มองเพื่อนของตนทั้งสองเล่นกันอย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจและหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยังต่อสายหูฟังไว้ขึ้นมา
แต่ไม่ทันจะได้เสียบหูฟังเข้าหู เขาก็หยุดมือเมื่อได้ยินเสียงบรรเลงเปียโนดังออกมาจากภายในห้องอย่างแผ่วเบาเนื่องจากยืนพิงผนังห้องอยู่
นิ้วที่เพิ่งสแกนลายนิ้วเพื่อเปิดจอเลื่อนไปปิดหน้าจอใหม่อีกครั้งพลางเงี่ยหูฟัง
ถึงจะไม่ได้บอกมินกยูและซอกมินออกไป แต่อันที่จริงเขาไม่ได้รังเกียจที่จะมายืนฟังคนในห้องเล่นเปียโนอย่างนี้ทุก ๆ เย็นเท่าไร
เป็น Turkish March ที่เร็วไปหน่อยหรือเปล่านะ ...วอนอูคิดในใจ ตัวเขาที่ตอนเด็กเคยโดนที่บ้านบังคับให้เรียนเปียโนย่อมรู้จักเพลงสุดคลาสสิคที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเล่นนี้ดี
อาจเป็นเพราะไม่ได้จับเปียโนมานาน ถึงสมัยก่อนโน้ตเพลงจะแทบฝังอยู่ในไขสันหลัง แต่ตอนนี้เขากลับขยับนิ้วตามจังหวะที่อีกฝ่ายเล่นไม่ทันเลยจนได้แต่ถอดใจและเงี่ยหูฟังไปโดยไม่ได้สนใจเพื่อนสองคนที่ยังตีกันอยู่หน้าห้องเลย
“กล้า ๆ หน่อย เปิดประตูเข้าไปแล้วบอกชอบไปเลยสิ” ซอกมินซึ่งยังไม่ละความพยายามในการกลั่นแกล้งเพื่อนใจหมาของตนหยอกล้อต่อไป ทั้งยังยื่นมือไปจับลูกบิดประตูสแตนเลสอีกต่างหาก
“หยุดเลยนะเว้ย” มินกยูรีบจับหมับเข้าที่ข้อมือของเพื่อนตัวดีทันที ทั้งสองยุ่งกับการยื้อแย่งไปมาไม่ได้สนใจวอนอูเช่นกัน
จนอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นบรรเลงเพลง Moonlight Sonata สัก movement หนึ่งแบบที่ไม่ทันให้ปรับอารมณ์ มินกยูถึงล้มเลิกที่จะห้ามซอกมินไป เพราะถึงอย่างไรตัวซอกมินก็คงไม่มีทางเปิดประตูเข้าไปจริง ๆ อยู่ดี
วอนอูแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเสียงบรรเลงนั้นหยุดลง แต่เขาไม่ได้อยู่หน้าประตู เขาจึงไม่เห็นเหตุการณ์ใดทั้งนั้น จนกระทั่งมินกยูอุทานออกมาเบา ๆ “แย่แล้ว”
ไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้ก้าวออกมา ประตูไม้ก็เปิดออกพร้อมกับร่างผอมบางร่างหนึ่ง
“จะใช้ห้องกันต่อเหรอครับ” คนคนนั้นเอ่ยออกมา เสียงเล็ก ๆ นั่นช่างตรงข้ามกับเสียงทุ้มต่ำของเขาโดยสิ้นเชิง
“อ่า... เอ่อ...” ซอกมินที่พูดอะไรไม่ออกได้แต่อ้ำอึ้ง “มินกยูมีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ”
มินกยูหันไปมองซอกมินตาขวางทันที
“มินกยู ? ...อ๋อ พวกนายอยู่ห้องสองกันใช่ไหม” เจ้าตัวว่าพลางกวาดตามองพวกเขาทั้งสามคน ซอกมินพยักหน้าตอบกลับไป “มีธุระอะไรเหรอ”
คราวนี้สายตาทั้งสามคู่จับจ้องไปที่มินกยูคนเดียว คนตัวใหญ่ได้แต่อ้าปากปิดปากไปมา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงด่าซอกมินอยู่ภายในใจ
ทั้งโถงเงียบไปพักหนึ่ง มีเพียงเสียงเมโทรโนมที่ดังเป็นจังหวะออกมาจากภายในห้องที่เปิดประตูทิ้งข้างไว้
วอนอูเหลือบมองซอกมินที่บุ้ยปากเชียร์ให้เพื่อนพูดออกไปเต็มที่ ก่อนจะมองอีกคนที่ยืนรอคำตอบอยู่
เขารู้จักคนคนนี้เพราะมินกยู อยู่มาวันหนึ่งมินกยูก็พูดกับพวกเขาว่ามีเด็กห้องสามคนหนึ่งที่สะดุดตามาก ทั้งที่พวกเขาต่างก็อยู่มัธยมปลายปีสามกันหมดแล้วแต่กลับเพิ่งมาสะดุดตาเอาเสียได้ จากนั้นก็รู้ว่าเด็กคนนั้นชื่อซอมยองโฮ และรู้อีกว่าทุก ๆ เย็นเจ้าตัวจะมาซ้อมเปียโนอยู่ที่นี่ ซึ่งวอนอูไม่ใคร่อยากรู้นักหรอกว่าเจ้าตัวไปรู้มาได้อย่างไร มันคงไม่น่าสนใจเท่าอีเวนต์เกมที่กำลังจะจบในวันนั้นหรอก
รู้ตัวอีกที ทั้งเขาและซอกมินก็ถูกมินกยูลากมาหมกตัวอยู่หน้าห้องเดิม ๆ นี้เป็นสัปดาห์เสียแล้ว
“คือว่านะ มยองโฮ” มินกยูพูดโดยที่มีซอกมินลุ้นอยู่ข้าง ๆ “ฉันน่ะ...”
ดวงตากลมที่วอนอูเพิ่งเคยได้เห็นช้อนมองผู้พูด
“อยากจะชวนนายมาเล่นคีย์บอร์ดให้วงเราน่ะ” มือของมินกยูขยับเร็วมากจนสามารถยื่นไปปิดปากของซอกมินที่กำลังจะส่งเสียงร้องออกมาได้ทันท่วงที “ตั้งใจว่าจะขึ้นแสดงในงานโรงเรียนปีนี้”
“วง ?” มยองโฮดูตามไม่ทันกับสิ่งที่คนตรงหน้าพูดออกมารัว ๆ ซึ่งอย่าว่าแต่มยองโฮเลย แม้แต่วอนอูเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่มินกยูพูดออกไปด้วยซ้ำ
“ใช่ ตอนนี้มีฉันเป็นมือกีตาร์ ซอกมินเป็นนักร้องนำ หมอนี่เสียงดีมากเลยนะ ขั้นเทพเลยแหละ” มินกยูปล่อยมือออกจากปากซอกมินแล้วเปลี่ยนเป็นตบไหล่แทน ก่อนจะหันมามองทางเขาและใช้นิ้วชี้มา “ส่วนนั่นวอนอู มือกลอง”
“หา” แม้เขาจะหลุดปากออกไป แต่มยองโฮก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยตามฉบับคนสุภาพ เมื่อสบตากับมินกยูก็พบสายตาที่ต้องการความช่วยเหลือเต็มที วอนอูจึงได้แต่พยักหน้าแล้วปิดปากเงียบไป
“ทำไมถึงมาชวนฉันล่ะ ถ้าจำไม่ผิด ซอกมินอยู่ชมรมเดียวกับจีฮุนนี่” มยองโฮดูแปลกใจกับคำชวนจากอีกฝ่าย
“ก็… ได้ยินมาว่านายเล่นเปียโนเก่งมาก ๆ” มินกยูกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “เคยได้รางวัลด้วยนี่น่า”
นั่นถือว่าเป็นข้อมูลใหม่สำหรับวอนอูเลย หรือบางทีอาจเป็นข้อมูลเก่าที่มินกยูเคยเล่าแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้สนใจเลยไม่คิดจะจำหรอกว่าใครได้รับรางวัลอะไรมาบ้าง
“ขอโทษนะ” มยองโฮหลุบตาลง ซ่อนดวงตากลมภายใต้ผมหน้าม้าสีน้ำตาลเข้ม “ถึงจะสนใจ แต่ว่าฉันคงไม่ว่างไปซ้อมกับพวกนายหรอก”
“…งั้นเหรอ” น้ำเสียงของคนตัวสูงดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ยังไงก็ขอบคุณที่อุตส่าห์มาชวนนะ” คราวนี้มยองโฮเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้กับพวกเขา “ไว้วันงานโรงเรียนจะแวะไปดูพวกนายแสดงแล้วกัน”
เพียงแค่นั้น จากสภาพลูกหมาที่หูลู่ก็เปลี่ยนเป็นส่ายหางกระดิกทันที
“มาจริง ๆ นะ ?” มินกยูยิ้มกว้างแยกเขี้ยว “รอดูได้เลย”
ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทำการบอกลามยองโฮเสียเสร็จสรรพพร้อมลากซอกมินออกไปจากห้องดนตรี ในขณะที่มยองโฮปิดประตูและกลับไปนั่งหน้าแกรนด์เปียโนหลังใหญ่ตัวเดิม
ที่ผ่านมา วอนอูไม่เคยสนใจที่จะมองลอดผ่านเข้าไปในหน้าต่างบนประตูบานนั้นเลย
จะโทษที่ส่วนสูงเขาอยู่ตำแหน่งที่สายตามองเข้าไปเห็นพอดีก็ได้ แต่ก็ไม่รู้จะโทษอะไรที่ทำให้หันหน้าเข้าหามันอยู่ดี
เข็มของเมโทรโนมบนเปียโนหยุดขยับ เช่นเดียวกับมือของมยองโฮที่ยังคงวางอยู่บนตัก ดวงตาคู่นั้นเพียงจับจ้องกระดาษนับสิบตรงหน้า ไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นภายในห้องนั้น
วอนอูหยุดเดิน เพียงเพราะสงสัยในสายตาที่เขาอ่านความคิดไม่ออก ก่อนจะต้องรีบก้มหน้าและเดินผละออกไปเมื่อดวงตาคู่นั้นที่เขายังไม่คุ้นเคยละขึ้นมาสบตากับเขาพอดี
เขาคิดว่านั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตน กระนั้นเขาไม่อาจอดรู้สึกแปลกใจในความเศร้าสร้อยของอีกฝ่ายได้
เด็กหนุ่มตัวสูงเดินตามหลังเพื่อนอีกสองคนออกมา เสียงโวยวายของซอกมินยังคงดังไปทั่วระเบียงทางเดิน
“วงอะไรของแกเนี่ย นี่มันคำสารภาพรักที่บัดซบที่สุดเลย คิมมินกยู”
“ตอนนั้นมันนึกอะไรไม่ออกนี่หว่า อย่าด่าเยอะได้ไหมล่ะ” คนตัวสูงสุดโวยวายกลับทันที “แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว…”
“ฉันน่ะไม่เท่าไร แต่ถามวอนอูก่อนเลย” ซอกมินบุ้ยปากมาทางเขา “เคยเล่นดนตรีกับเขาที่ไหนล่ะ”
“เรื่องวงนี่ขอบาย” วอนอูกลอกตา "มือกลองอะไรไม่เคยจับไม้กลองสักครั้ง"
“ของแบบนี้มันฝึกกันได้น่า” มินกยูยังคงไม่ลดละ
“เสียเวลาเล่นเกม” ทว่าเมื่อเขาทำท่าจะเดินกลับห้องเรียนเพื่อไปเอากระเป๋าพร้อมซอกมิน มินกยูกลับนั่งคุกเข่ากับพื้นแล้วใช้แขนหนึ่งรั้งเอวเขาไว้ อีกข้างรั้งเอวซอกมินไว้แน่น
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ช่วยฉันหน่อยเถอะ” น้ำเสียงนั้นเว้าวอนอย่างน่าสงสาร ดีที่เวลานี้หากนักเรียนไม่กลับบ้านไปแล้วก็แยกย้ายตามห้องชมรม จึงไม่ค่อยมีใครอยู่บริเวณระเบียงทางเดินเท่าไรนัก ”มยองโฮอุตส่าห์บอกว่าจะมาดูแล้ว พวกนายต้องช่วยฉันสิ”
“เกี่ยวอะไรกับพวกฉันล่ะ” ทั้งวอนอูและซอกมินพยายามแกะมือที่เหมือนตีนตุ๊กแกออกจากเอวแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายทั้งคู่จึงเลือกที่จะเดินต่อโดยหากมินกยูยังไม่ปล่อยก็ลากไปทั้งอย่างนั้น
“ขอร้อง นี่คือคำขอร้องเดียวในชีวิตปีสามเลยก็ได้”
“มีอะไรมาแลก” ซอกมินถามก่อนจะหยุดเดินแล้วหันไปเผชิญหน้าอีกฝ่าย
“…จะเลี้ยงฮ็อตด็อกอาทิตย์นึง” มินกยูทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เมื่อซอกมินชูสองนิ้วขึ้น “สองก็ได้”
“โอเค ดีล”
“แล้วเอาอะไรมาคิดว่าฉันจะเล่นกลองได้” วอนอูกอดอก
“นายเล่นพวกเกมเพลงเก่งนี่ ฉันก็เลยคิดว่าน่าจะจับจังหวะเก่ง” มินกยูลุกขึ้นมายืนตามปกติ “แถมมือกลองหายากจะตาย ก็ต้องรีบอุดตำแหน่งไว้ก่อนเพื่อสร้างความเป็นไปได้ของวงสิ”
บางครั้งวอนอูก็ไม่รู้ว่าจะทึ่งกับความฉลาดในการเอาตัวรอดหรือจะปวดหัวกับความไม่ยั้งคิดของเพื่อนตัวเองดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าความคิดชั่ววูบของอีกฝ่ายก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร
“นายเล่นกลองเป็น ?” คราวนี้เขาพูดถึงปัญหาสำคัญ วงจะเกิดได้อย่างไรหากมือกลองยังเล่นกลองไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ
“ไม่อะ” การตอบกลับในทันทีของมินกยูทำเอาทั้งสองนิ่งอึ้ง “แต่นายรู้จักจีฮุนนี่ จีฮุนที่เล่นเป็นทุกอย่างน่ะ”
“แล้วไงล่ะ จะให้มารับตำแหน่งเล่นทุกอย่างในวงรึไง” ซอกมินที่โดนมินกยูเพ่งเล็งบ่นอิดออดทันที
“แค่สอนกลองให้หมอนี่ สอนกีตาร์ให้ฉันก็ได้” มินกยูพูดงึมงำอย่างไม่มั่นใจ เพราะตนไม่ได้สนิทกับจีฮุนเท่ากับซอกมินซึ่งอยู่ชมรมเดียวกันจึงไม่ได้รู้จักนิสัยของบุคคลที่สามนั้นสักเท่าไร “หรือถ้าจะให้ดีก็ชวนมาเข้าวงด้วยเลย”
“ใครชวน”
“นายไง”
“ฉัน ?” มินกยูพยักหน้าหงึกเป็นคำตอบให้ซอกมิน “ให้ตายเถอะ คิมมินกยู นายนี่มัน…”
“สุดยอดเลยซอกมิน” เจ้าตัวว่าพลางรวบตัวซอกมินเข้ามากอดแน่น โดยไม่ลืมที่จะลากวอนอูเข้าสู่อ้อมกอดด้วยเช่นกัน “พวกนายนี่เพื่อนแท้ของฉันชัด ๆ”
ทั้งวอนอูและซอกมินได้แต่ถอนหายใจ กระนั้นก็ยอมให้หมายักษ์ทำตามใจต่อไป
วอนอูรู้สึกนับถือมินกยูที่สามารถยึดเอาคำพูดของคนคนหนึ่งเพียงประโยคเดียวมาผลักดันให้พยายามที่จะเริ่มต้นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนได้
แต่เหนือกว่านั้น วอนอูนับถือมยองโฮมากกว่าที่แม้ไม่ได้ทำอะไร แต่กลับมีอิทธิพลต่อเพื่อนเขามากขนาดนี้
“ถ้านายรู้วิธีการอ่านโน๊ตก็ง่ายเลย จำได้แล้วใช่ไหมว่าอันไหนคือกลองอะไร” เขาพยักหน้าพลางดึงแขนเสื้อขึ้น ก่อนหน้านี้อากาศยังเย็นจากบรรยากาศใบไม้ผลิ ผ่านมาเพียงไม่นานก็เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนเสียแล้ว “หลัก ๆ โน๊ตนี้คือเบสดรัม ส่วนนี่ไล่มาคือทอม…”
วอนอูฟังจีฮุนไล่ชี้ตัวโน๊ตบนกระดาษห้าเส้นพลางสาธิตให้ดูว่าจะต้องตีตามตัวโน๊ตและจังหวะอย่างไร ก่อนจะให้เขาลองนั่งและลงมือปฏิบัติตาม
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ถ้วนนับจากการเผชิญหน้ากับมยองโฮของพวกเขา หลังจากนั้นซอกมินก็ต้องไล่ถามคนในชมรมประสานเสียงของตนว่ามีใครพอจะสนใจเรื่องบ้า ๆ นี้ไหม ลงท้ายพวกเขาก็ได้จีฮุนมาสมใจ โดยเจ้าตัวตกลงว่าจะเล่นคีย์บอร์ดให้ รวมถึงสอนวอนอูเล่นกลอง
ส่วนอีกหนึ่งสมาชิกที่ได้มาคือฮงจีซู แม้จะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ความพ่อพระใจดีของคนคนนี้ก็ต้องผ่านหูมาบ้าง อย่างน้อยซอกมินก็ต้องเคยเล่าให้ฟังบ้าง ซึ่งนับเป็นโชคดีที่จีซูสามารถเล่นได้ทั้งเบสและกีตาร์ เจ้าตัวจึงอาสาเล่นเบสให้และยังสอนมินกยูให้คุ้นเคยกับกีตาร์มากขึ้น
“ไม่ มินกยู นั่นมันคอร์ดเอฟไมเนอร์ ตรงนี้เป็นเอฟเฉย ๆ”
“นี่มันจับยากไปรึเปล่า”
ถึงมินกยูจะบ่นบ้างประปราย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่เจ้าตัวคิดจะล้มเลิกความคิดจริงจังนี้เลย เรื่องนี้เขากับซอกมินให้ความเห็นตรงกันว่าทั้งน่าชื่นชมและบ้าบิ่นเกินเยียวยา
ด้วยเช่นนี้ วงไม่มีชื่อที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจจึงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ วอนอูที่ไม่เคยสัมผัสไม้กลองมาก่อนกลับเริ่มสามารถเล่นเพลงจังหวะง่าย ๆ ได้บ้างแล้ว
เพราะยังเป็นเพียงช่วงหัดเล่น พวกเขาจึงอาศัยห้องซ้อมดนตรีของโรงเรียนเพื่อเรียนรู้เครื่องดนตรีกัน ดังนั้นจึงมีบ้างที่มินกยูจะแอบเดินไปโฉบหน้าห้องเดิม ๆ โดยไม่ลืมที่จะลากเขาบ้าง ลากซอกมินไปบ้างผลัด ๆ กันไป
และแน่นอนว่าบางครั้งที่พวกเขาติดลมกันไม่ดูเวล่ำเวลาจนท้องฟ้าข้างนอกเกือบจะมืดสนิท เมื่อวอนอูเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นมยองโฮมองผ่านบานกระจกเข้ามาขณะเดินผ่านห้องของพวกเขา แต่ก็เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้รู้จักอะไรกันส่วนตัว จึงไม่มีความจำเป็นที่วอนอูจะต้องยกมือขึ้นทักทาย หรือจะเรียกมินกยูก็ไม่ทันเสียสักครั้ง
ถึงแม้นี่จะเพิ่งครึ่งภาคการศึกษาฤดูใบไม้ผลิ แต่อย่างไรพวกเขาก็เป็นนักเรียนเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นเวลาส่วนมากก็หมดไปกับการเรียนพิเศษอยู่ดี มีเพียงบางวันเท่านั้นที่ว่างพอที่จะปลีกมาซ้อมดนตรีด้วยกันได้
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเขาสามคนเดินออกจากตึกเรียนกวดวิชาหลังนั่งหลังขดหลังแข็งมาร่วมสามชั่วโมง
“เบื่อชีวิตที่ต้องอยู่แต่กับโรงเรียนกวดวิชาจนจะบ้าอยู่แล้ว” ซอกมินบ่นอุบ เจ้าตัวไม่ใช่คนหัวไวเท่าเขา จึงโดนที่บ้านจับเรียนพิเศษเยอะกว่าใคร ดีที่ตำแหน่งของซอกมินคือนักร้องนำที่ไม่ต้องมาเรียนรู้เครื่องดนตรีอะไรมาก ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร
“เห็นหรือยังว่าความคิดบ้า ๆ ของฉันช่วยให้ผ่อนคลายได้แค่ไหน” มินกยูรีบหาความดีเข้าตัวทันที
กระนั้นพวกเขาก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการได้ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากเรียน การอ่านหนังสือที่แสนจะกดดันทำให้พวกเขาผ่อนคลายกันไปได้มากเพียงใด
นอกจากนี้วอนอูยังได้งานอดิเรกใหม่ที่ไม่ใช่การเล่นเกมแล้ว
พักหลัง ช่วงที่เขาพักจากการอ่านหนังสือ เขามักหยิบเอาเพลงซาวด์แทร็กหรือเพลงของเกมมานั่งแกะโน๊ตสำหรับกลอง ถึงแม้จะยังใช้เวลานาน แต่อย่างน้อยเขาก็มีความสุขที่ได้ทำ
แต่ไหนแต่ไร เขาที่ชื่นชอบการเล่นเกมเพลงก็เพราะหลงรักในเสียงเครื่องดนตรี แม้ว่าหลาย ๆ คนจะทักว่าเพลงที่ไม่มีคนร้องนี่น่าฟังตรงไหนกัน แต่เขาก็หาได้สนใจ ดังนั้นการแกะเพลงจึงกลายเป็นงานอดิเรกใหม่ของเขาโดยง่าย ทั้งยังทำให้เขาคุ้นชินกับการอ่านโน๊ตเพลงยิ่งขึ้นอีก
โชคดีที่เขาอาศัยอยู่หอพักเพียงคนเดียวเพราะย้ายจากบ้านเกิดที่ชางวอนมาเรียนในโซล ดังนั้นจึงมีบางคืนที่เขาเบื่อและตัดสินใจหาเช่าห้องซ้อมดนตรียี่สิบสี่ชั่วโมงละแวกใกล้เคียงเพื่อหัดตีกลอง
“ว่าแต่ว่านะวอนอู ทำขนาดนี้แล้วก็ลองลงในยูทูปสิ” จู่ ๆ ซอกมินก็เสนอขึ้นมา เจ้าตัวคงนึกถึงสิ่งที่เขาเคยเล่าไป “เป็น drum cover เพลงที่นายแกะเองไง”
มินกยูดูให้การสนับสนุนความคิดของซอกมิน “เห็นด้วย”
“ทำไม่เป็น” เขายักไหล่ตอบ ตัวเขาที่คิดถึงแค่ความพอใจของตนเองไม่ได้คิดสร้างคอนเทนท์ให้คนเข้ามาชมอะไรกันอยู่แล้ว
“ไร้สาระ เนิร์ดคอมอย่างนายเนี่ยนะ หาวิธีแป๊บเดียวก็ทำได้แล้ว” มินกยูบ่นทันทีที่ได้ยินข้ออ้างของเขา
“ลงไปก็ไม่เสียหายนี่ เผลอ ๆ จะเจอคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันหรือเจอคนเข้ามาให้คำแนะนำด้วย” ซอกมินพูด “หรืออาจจะมีแฟนคลับก็ได้”
“แค่เห็นหน้า ก็มีแฟนคลับแล้วมั้ง” คนตัวสูงสุดหัวเราะ
“ใครเขาทำ drum cover ให้เห็นหน้ากัน” วอนอูบอกปัด อดคิดในใจไม่ได้ว่าการที่คนเข้ามาเป็นแฟนคลับเพราะเห็นหน้าตาเขาแทนที่จะเป็นฝีมือในการตีกลองมันไร้เหตุผลสิ้นดี “อีกอย่าง ใครจะสนใจช่องที่ไม่มีคนดูแถมเป็นมือใหม่ขนาดนี้”
“ไม่แน่นะ นายไม่ใช่คนเดียวที่ชอบฟังเพลงแนวนั้นสักหน่อย” ซอกมินว่าพลางทำท่าครุ่นคิด “อาจจะมีคนตามหา drum cover เหมือนที่นายทำก็ได้”
“ส่วนเรื่องมือใหม่ ใครเขาจะไปรู้” มินกยูเอ่ยพร้อมหยิบบัตรโดยสารรถไฟฟ้าออกมา “หรือจะตั้งชื่อคลิปมือใหม่หัดเล่นเป็นยันต์กันคนดูถูกก่อนก็ไม่เห็นเป็นไร”
พวกเขาเดินผ่านเครื่องแตะบัตรมาด้วยกัน ก่อนที่วอนอูจะแยกออกมาเนื่องจากต้องขึ้นรถไฟคนละสายกับอีกสองคน
คำพูดของซอกมินและมินกยูทำให้เขาครุ่นคิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิด แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้มีความมั่นใจมากพอที่จะทำมากกว่า ทว่าเมื่อเพื่อนทั้งสองต่างเชียร์ให้เขาลองทำดู บางทีอาจไม่มีอะไรเสียหายเหมือนอย่างที่ซอกมินพูด
ลงท้าย คืนนั้นวอนอูก็นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อหาวิธีดึงเสียงออกจากกลองชุด และไล่ดูคลิป drum cover นับสิบ
โชคดีที่วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ที่โรงเรียนให้หยุดเรียน กว่าเขาจะตื่นก็เกือบเที่ยงแล้ว หลังจากหาข้าวกิน เขาก็ตรงไปยังห้องซ้อมดนตรีที่เริ่มคุ้นเคย
จะหาว่าเขาบ้าจี้ทำตามเพื่อนที่ช่างยุก็ได้ หลังจากอยู่ในห้องนั้นหลายชั่วโมง วอนอูก็ได้ทั้งคลิปวิดีโอซึ่งไม่เห็นหน้าตนเองและเสียงที่เขาค่อนข้างพึงพอใจกับมันออกมา
ไม่รอช้า เด็กหนุ่มกลับหอพักของตนเพื่อตัดต่อเสียเสร็จสรรพและอัพโหลดลงช่องยูทูปของตนเอง
วอนอูไม่คาดหวังให้มีคนเข้ามาดู ด้วยความที่รู้อยู่แก่ใจว่าสไตล์การฟังเพลงของตนไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก แถมยังเป็นการเล่นกลองซึ่งไม่ได้เป็นเครื่องดนตรียอดนิยมเหมือนอย่างเปียโนอีกต่างหาก แค่มีคนเข้ามาดูคนหนึ่งก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้ว …แน่ล่ะ เขาไม่มีทางบอกว่าเขาลงคลิปให้เพื่อนทั้งสองฟังเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมีหวังเขาต้องโดนล้อว่าบ้ายุแน่นอน
ดังนั้นวอนอูจึงแปลกใจมาก
เมื่อสามวันหลังจากเขาลงคลิป ไอคอนกระดิ่งในบัญชียูทูปของเขามีตัวเลข 3 สีแดงติดอยู่
มันไม่ใช่การแจ้งเตือนว่าสตรีมเมอร์ที่เขาชื่นชอบมาไลฟ์ หรือการแจ้งว่านักโคฟเวอร์ที่เขาติดตามมาลงคลิปใหม่
หากแต่เป็นการแจ้งเตือนว่ามีใครคนหนึ่งมากดไลค์ให้คลิปที่เขาลงไป ทั้งยังคอมเมนท์ และใครคนนั้นก็กดติดตามช่องที่มีเพียงหนึ่งคลิปถ้วนของเขาด้วย
t h e 8: เยี่ยมเลยครับ ตามหาเพลงนี้เวอร์ชั่นกลองมานานมาก ไม่คิดว่าจะมีคนทำเลย ฟังวนมาหลายรอบแล้ว หวังว่าจะมี cover เพลงของเกมนี้อีกนะครับ รอติดตามเลย
วอนอูอ่านข้อความสองบรรทัดนั้นวนไปมานับสิบรอบได้ราวกับจะฝังลงไปในสมอง ใจเขาเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ที่ผ่านมา ตัวเขาเป็นคนที่มักทำเพียงกดไลค์เงียบ ๆ ไม่คิดจะไปคอมเมนท์ใต้คลิปใครทั้งนั้น เพิ่งรู้ว่าเพียงข้อความเดียวก็ทำให้ตื่นเต้นดีใจได้มากขนาดนี้
ถ้ารีบตอบตอนนี้จะดูเหมือนคนที่นั่งรีเฟรชเพื่อรอคนมาคอมเมนท์รึเปล่านะ หรือจะเหมือนคนที่ตื่นเต้นเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า
เมื่อคิดเช่นนั้น รู้ตัวอีกที วอนอูก็นั่งจ้องข้อความนั้นมานับสิบนาทีได้ สุดท้ายเขาจึงกดไลค์ให้คอมเมนท์นั้น เขาพิมพ์ตอบและลบ พิมพ์ใหม่ ซ้ำอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะได้ข้อความที่ถูกใจและกดส่งในที่สุด
17jw: ขอบคุณมากครับ มีเพลงอื่นจากเกมนี้อีกแน่นอน ขอบคุณที่ติดตามด้วยนะครับ
เจ้าของคอมเมนท์นั้นมากดไลค์ให้กับข้อความตอบกลับของเขาอย่างรวดเร็วจนวอนอูอดรู้สึกว่าตนเองคิดมากไปเองเพียงคนเดียวหรือเปล่า
เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อความนั้นทำให้ดีใจมากแค่ไหน และเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เขาลงคลิป drum cover ถัด ๆ มา
ไม่ว่าจะกี่คลิปที่เขาลง ระยะเวลาจะห่างกันมากน้อยอย่างไร คุณ t h e 8 ก็ยังมากดไลค์และคอมเมนท์ให้เขาเสมอ
'ชอบเพลงนี้เหมือนกันเลยครับ จังหวะรัวฉาบนี่ดีมาก ๆ'
'คุณเป็นมือใหม่ที่เก่งมาก ๆๆๆ เลยนะครับ ช่วง 1.36-1.39 ทำเอาขนลุกเลย'
และอีกหลาย ๆ คอมเมนท์ที่เขาได้รับในช่วงระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา
เขายังสามารถเรียกตัวเองว่ามือใหม่ได้อย่างเต็มปาก แม้ว่าเขาจะรู้ตัว รวมถึงสมาชิกในวงต่างก็ชมถึงพัฒนาการที่ก้าวกระโดดขึ้นทุกครั้งที่ได้มาร่วมวงซ้อมกันก็ตาม แต่เอาเข้าจริงแล้ว เวลานับจากที่เขาเริ่มเล่นกลองจนถึงตอนนี้เพิ่งสองเดือนเศษเท่านั้นเอง
อาจเป็นเพราะความชอบในดนตรีเป็นทุนเดิม ประกอบกับคำชมของเพื่อน ๆ และยังมีคอมเมนท์ให้กำลังใจต่าง ๆ อีก ที่ทำให้เขาสนุกสนานกับงานอดิเรกใหม่นี้มาก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าช่องของเขาจะมีคนเข้ามาติดตามมากขึ้น แต่ละคลิปจะมีคนเข้ามาดูและแวะมาให้กำลังใจมากขึ้น แต่วอนอูมักมองหาคอมเมนท์จากคนคนเดิมอยู่เสมอ
เจ้าตัวเคยคิดที่จะส่งข้อความไปหาอีกฝ่ายโดยตรง ด้วยความที่ชอบเพลงอะไรเหมือน ๆ กัน แต่ก็ไม่อาจต่อสู้ความไม่กล้าของตนเองได้
จนกระทั่งวันหนึ่งในกล่องข้อความที่เคยว่างเปล่าของเขาก็ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป
t h e 8: อาจจะดูแปลกหรือกะทันหันไปหน่อย แต่คุณ 17jw สนใจมา collab cover เพลงกับผมไหมครับ
วอนอูถึงกับต้องวางปากกาที่กำลังคำนวณสูตรฟิสิกส์เพื่อขยี้ตาทันที บางทีเขาอาจจะอ่านหนังสือจนล้าเลยทำให้ตาฝาดไปเอง เขายกมือขึ้นขยี้ตาก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูใกล้ ๆ อีกครั้ง
t h e 8: อาจจะดูแปลกหรือกะทันหันไปหน่อย แต่คุณ 17jw สนใจมา collab cover เพลงกับผมไหมครับ
ไม่ว่าจะลองล็อกหน้าจอแล้วเปิดใหม่อีกครั้ง เขาก็ยังเห็นข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาเหมือนเดิม รวมถึงมีข้อความใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
t h e 8: เป็นเพลงนี้น่ะครับ คิดว่าคุณอาจจะชอบเพลงสไตล์นี้เหมือนกัน
วอนอูลองกดเข้าไปในกล่องข้อความนั้น และเห็นลิงค์ที่อีกฝ่ายแนบมากับข้อความด้วย
โอเค เขายอมรับเลยแหละว่าความดีใจมันล้นออกมาจนเก็บสีหน้าไม่อยู่แล้ว โชคดีที่เขาอาศัยอยู่ที่นี่เพียงคนเดียวจึงไม่มีใครเห็น
17jw: สนครับ
เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมชอบแล้วก็คิดจะทำ cover อยู่เหมือนกันเลยครับ
เขารีบตอบกลับไป ก่อนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้
17jw: ว่าแต่คุณเล่นเครื่องดนตรีอะไรเหรอครับ
วอนอูนั่งรอคำตอบอยู่พักหนึ่ง ทว่ากลับไม่มีข้อความตอบกลับมาเสียที เขาจึงลุกไปเข้าห้องน้ำ เมื่อกลับมาก็พบว่าอีกฝ่ายตอบกลับมาแล้ว
t h e 8: คุณคิดว่า duet กลองกับเปียโนมันแปลกไหมครับ
เปียโน ? กับกลอง ?
วอนอูถึงกับนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เขาไม่เคยคิดถึงการจับคู่เครื่องดนตรีที่แตกต่างกันสุดขั้วเช่นนี้เลย และพูดตามตรงว่าเขาจินตนาการถึงเสียงที่จะออกมาไม่ได้เลย จังหวะที่เขาคิดจะไปค้นหาการเล่นเครื่องดนตรีสองชนิดนี้เข้าด้วยกันสักเพลง อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาอีก
t h e 8: มันออกจะแปลกไปหน่อยสิครับ ถ้าคุณคิดว่ามันจะไม่เวิร์คก็ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในตอนแรกนะ
โดยไม่ทันยั้งคิด วอนอูรีบพิมพ์ตอบกลับไปในทันที
17jw: ไม่แปลกหรอกครับ แค่ว่าผมยังไม่เคยฟังก็เลยเพิ่งไปหา piano & drum cover มาฟังเมื่อกี้ แต่น่าสนใจมาก ๆ เลยครับ เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อเลย ปกติเคยเห็นแต่เปียโนกับไวโอลิน
ทำบ้าอะไรลงไปก็ไม่รู้ จอนวอนอู
นายยังไม่ทันจะหาฟัง ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันเข้ากันจริงหรือเปล่า แต่กลับรีบตอบไปแบบนั้นเสียซะได้
t h e 8: ใช่ไหมครับ ผมก็คิดว่ามันเป็นความเข้าคู่กันอย่างไม่น่าเชื่อเลย ดีใจที่คุณไม่คิดว่ามันแปลกนะ
ไม่ทันที่จะหาข้อแก้ตัวให้ตนเอง ข้อความใหม่ก็ส่งมาเสียแล้ว
น่าประหลาดใจที่วอนอูรู้สึกดีที่ได้เห็นข้อความนั้น
หลังจากนั้นพวกเขาก็ถามไถ่สถานที่ที่เหมาะสม จึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายก็อยู่ที่เมืองหลวงโซลเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสะดวกที่จะเดินทางมายังห้องซ้อมดนตรีใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยคอนกุกที่เขามักไปใช้บริการบ่อย ๆ
ดังนั้นพวกเขาจึงนัดแนะเวลานัดพบกันเสร็จสรรพ โชคดีที่วันอาทิตย์นี้เขาไม่มีตารางเรียนพิเศษอยู่แล้ว และเพื่อนของเขาก็ไม่ได้นัดไปติวหนังสือหรือไปซ้อมวงกัน วอนอูจึงได้ใส่อีเวนต์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปฏิทินของตน
t h e 8: ผมเองก็เล่นเปียโนไม่เก่งเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นคงต้องรบกวนคุณ 17jw ด้วยนะครับ
อีกฝ่ายทิ้งท้ายเพียงเท่านั้น วอนอูได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ ให้กับหน้าจอโทรศัพท์
จะมารบกวนอะไรมือใหม่ที่เพิ่งเล่นกลองได้สองสามเดือนกันล่ะ เขาสิที่ต้องเป็นฝ่ายรบกวนมากกว่า
และแม้ในใจ วอนอูจะอยากถามออกไปว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาแถวนี้หรือเปล่า หรือเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานแล้ว แต่เขาคิดว่าเมื่อได้เจอต่อหน้าก็คงรู้เอง
เด็กหนุ่มลองกดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ยูทูปของ t h e 8 แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเจ้าตัวไม่มีการอัปโหลดคลิปวิดีโออะไรเลย เมื่อกดดูในเพลย์ลิสต์ก็พบว่ามีเพียงวิดีโอที่ชื่นชอบเป็นพันวิดีโอ และเพลย์ลิสต์เพลงคลาสสิคหรือการแสดงเปียโนต่าง ๆ แม้แต่ในหน้าข้อมูลส่วนตัวก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรสักนิด
วอนอูถอนหายใจ เขาคิดในแง่ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางหลอกตัวเองไปทำโจรกรรมหรืออะไรหรอก แม้จะหวั่นใจอยู่นิด ๆ ก็ตาม
เขาได้แต่คิดเช่นนั้น โดยที่ส่วนลึกในใจนั้นอยากจะเร่งเวลาให้ไปถึงวันอาทิตย์เร็ว ๆ เสียที
…ซะที่ไหนกันล่ะ
วอนอูอยากจะกรอเวลากลับ เขานึกย้อนไปถึงทุกข้อความที่อีกฝ่ายคอมเมนท์และทุกข้อความที่ได้คุยกัน
นี่ไม่ใช่ภาพที่เขาคิดเลยสักนิด
เมื่อหลังจากเขาพิมพ์ไปหาคนที่นัดแนะไว้เสียดิบดีว่า 'อยู่ห้อง B นะครับ ผมมาถึงแล้ว ถ้าคุณมาถึงก็เปิดประตูเข้ามาได้เลยครับ' ยังไม่ทันถึงห้านาที ประตูก็เปิดออก
และคนที่ปรากฎตัวตรงหน้าไม่ใช่คนแปลกหน้า ไม่ใช่นักเรียนมัธยมต้นที่ใคร่รู้ใคร่เห็นไปทุกเรื่อง ไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยท่าทางโทรมจากวิทยานิพนธ์ ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนที่เซ็ตผมเรียบแปล้ ไม่ใช่มิจฉาชีพท่าทางน่าสงสัย
แต่กลับเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยในช่วงชีวิตสามเดือนนี้ของเขา
เจ้าตัวปิดประตูก่อนจะเงยหน้าขึ้นทักทาย แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อใบหน้าของเขาปรากฎสู่สายตา
ซอมยองโฮ
กำลังยืนประจันหน้าเขาในห้องที่ไม่มีมินกยู ในห้องที่ไม่มีแกรนด์เปียโนหลังใหญ่
มีเพียงกลองชุด คีย์บอร์ดและแอมป์สีดำตั้งเรียงรายพร้อมสายไฟที่ระเกะระกะเต็มพื้นกระเบื้องแข็ง ๆ
โดยไม่ทันรู้ตัว ใครบางคนก็เข้ามาทำให้ชีวิตที่เรียบง่ายเร่งจังหวะไปถึง 138 bpm เสียแล้ว
