Work Text:
“เราไม่ขอให้เจ้ายกโทษให้” คนุทบอกเขา “เจ้าไม่ต้องรับใช้เราอีกต่อไปแล้ว ต่อจากนี้จะไปที่ไหนก็ตามแต่เจ้า” คนุทกล่าว แสร้งทระนงตัวให้สมกับมงกุฎเท่าที่เขาจะทำได้
แต่เขาพลาดไปเสียแล้ว คำพูดแรกในฐานะกษัตริย์ กลับเป็นคำที่ไม่น่าพูดออกไปเลย เขาตั้งใจให้มันช่วยปลอบใจ เขาพรากทุกอย่างจากทอลฟินไปแล้ว แต่สิ่งนี้เขาอาจคืนให้ได้ อิสรภาพยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตอนที่คำพูดนั้นออกจากปาก เขารู้สึกเจ็บตึงภายใต้หน้าอกราวกับเขาจะกลืนคำกลับลงไปได้ อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องแลกกับบัลลังก์ เขาเพิ่งเข้าใจ
เลือดของอาเชลัดอาบสองมือ ทอลฟินหันมาหาเขา ใต้แสงยามเย็นในท้องพระโรงพังยับเยิน ตาเบิกโพลงไปด้วยอารมณ์ที่คนุทไม่สามารถบอกได้นอกจากความกลัว ในภายหลัง เขาจะจดจำทุกวินาทีของมันได้ ผมสีทองยุ่งเหยิงหันมาตามคำของเขา ค่อยๆเผยใบหน้าแน่นิ่ง ดวงตาเปิดกว้างด้วยความใจหาย ปากอ้าค้างและไม่ออกเสียงใดๆ
ทอลฟินแสดงออกน้อยมาก ที่เขาเจ็บแค้นเกือบจะเป็นเรื่องคาดไม่ถึง คนุทไม่รู้มาก่อนว่ามีความเชื่อใจระหว่างพวกเขามากพอให้การหักหลังมันเจ็บปวดสาหัสเช่นนี้
คนุทแทบจะไม่มีเวลาจะได้เห็นทันก่อนทอลฟินขยับ ใบมีดฟันผ่าอากาศ ตวัดเข้าหาคนุท เขาเห็นมันในเวลาเดียวกับที่โทลเคลผลักเขาหลบ โลหะตัดผ่านแก้มของเขา เฉียดผิวกระดูก ความเร็วของทอลฟินน่าทึ่งเสมอ คนุทชื่นชมส่วนนั้นของเขา ชื่นชมหลายต่อหลายอย่าง เขาหมายจะเอาชีวิตคนุทและคนุทรู้ดีแม้ในตอนที่เขาล้มบนพื้นว่า ต่อให้เขาจะทันเห็นมันพุ่งเข้ามา และทันภาวนาให้หลบได้ เขาก็ยังไม่มีทางหลบพ้น ในเมื่อสีหน้าของทอลฟินยังคงติดตาราวกับแสงอาทิตย์หลงเหลือหลังจากเดินเข้าห้องมืด ค้างอยู่ในสายตาเหมือนกับวิญญาณ
ถัดจากนั้นคือความโกลาหล
เหล่าทหารของเขากดทอลฟินลงกับพื้น เขาพยายามดิ้นและกรีดร้อง ดึงทึ้งดินราวกับจะคลานมาหาคนุทเพื่อฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ คนุทรวบรวมสติได้แค่ตวาดห้ามไม่ให้ใครลงมือกับทอลฟิน คำสั่งหลุดออกมาเร็วจนผิดสังเกต ตวาดดังเกินที่จำเป็น เขาพยายามรวบรวมสติขณะที่ลุกขึ้นและหยิบมงกุฎขึ้นมา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป
เลือดของอาเชลัด หัวของเสด็จพ่อบนพื้น กริซของทอลฟินร่วงหล่นจากมือขณะที่เขาถูกลากออกจากห้อง ยังคงกรีดร้อง คนุทลืมว่าเขาเองก็มีเลือดอาบหน้าเช่นกัน จนกระทั่งเขาพูดจบและศพถูกขนออกไป ทิ้งคราบสีแดงลากผ่านโถงที่ครั้งหนึ่งสะอาดหมดจด
แม้แต่ในตอนนั้น เมื่อหลับตา สิ่งที่เห็นไม่ใช่คนตาย แต่เป็นหน้าของทอลฟิน
“จะทำยังไงกับเขาดี” คนุทไม่ได้ถามใคร แต่โทลเคลยังอยู่ข้างหลังเขา
“เขาจะถูกเฆี่ยน” โทลเคลยืนยัน “จากนั้นเจ้าจะสั่งประหารก็ได้ หรือเอาไปขาย น่าเสียดาย”
คนรับใช้ข้างเขากระซิบ “ฝ่าบาท ไปทำแผลเถอะพะย่ะค่ะ” ทำท่าชี้ไปทางแผลเปิดบนหน้าเขา ความเจ็บปวดเริ่มจะกลับมา แต่มันรู้สึกเหมือนไกลออกไป ราวกับเป็นแผลของคนอื่น
เลือดที่ไหลลงมาบนคอเกือบจะจั้กจี้ “ไม่ต้อง” เขากล่าว แตะปลายนิ้วลงบนขอบแผลสด “เราสมควรโดนแล้ว”
แสงสะท้อนบางสิ่งจากพื้นแตะตาเขา กริซเล่มนั้น ปลายมีดเปรอะเลือดของเขา
เขาเก็บมันขึ้นมาในตอนหลัง ตอนที่ไม่มีใครมอง แต่พวกเขาจับจ้องคนุทอยู่ตอนนี้ และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป เขาซ่อนของที่เก็บได้ไว้ใต้ผ้าคลุม กุมแน่นจนลายสานบนด้ามทิ้งรอยบนฝ่ามือนุ่มของเขา
หากเขามีความมุ่งมั่นได้สักเสี้ยวหนึ่งของทอลฟิน เขาอาจจะเป็นกษัตริย์ที่คู่ควรก็ได้

ทั้งชั่ววันผ่านไปก่อนที่เขาจะยอมให้ตัวเองพบทอลฟินอีกครั้ง เขาไปในยามวิกาล มีเทียนส่องทางและปราศจากผู้ติดตาม มองหากรงสัตว์ขนาดใหญ่ที่พวกเขาจับทอลฟินขัง โทลเคลเคยพูดถึงมันไว้ผ่านๆ เขาวางถ้วยสตูว์ไว้ข้างประตูกรงแล้วมองสำรวจทอลฟินที่นอนเป็นกองผ้าขี้ริ้วหลังลูกกรง
เขาสภาพดูไม่ได้เลย แต่เมื่อคิดดู เขาก็ไม่เคยดูมีความสุข สมบูรณ์ หรือสะอาด "ทอลฟิน" คนุทเรียกเสียงเบา
กองผ้าขยับ คนุทกลั้นใจไม่ร้องออกมาเมื่อเด็กหนุ่มยกหัวขึ้นจากพื้นดิน ใบหน้าของเขาช้ำหนองทั้งโชกเลือด ยากที่จะมองเห็นส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าจากแสงเทียนไหว มีดวงตาของเขาเป็นอย่างน้อยที่ใสสว่างในเงามืด
"เรา—เรานำอาหารมาให้"
ทอลฟินตอบรับเขาเพียงอย่างเดียวคือทิ้งหัวล้มกลับลงบนดินเปื้อนโคลน คนุทเกลียดตัวเองที่พูดติดๆ ขัดๆ เกลียดที่ไม่รู้จะต้องพูดอย่างไร และเกลียดที่มาทำอะไรแบบนี้ตั้งแต่แรก
"อาเชลัดเลือกแบบนี้เอง เราไม่ได้อยากให้เขาทำ"
คนุทโน้มเข้าหาลูกกรง "เขายัดเยียดเรา เจ้าต้องเชื่อเรานะ"
นี่เป็นชายคนเดียวบนโลกที่คนุทจะอ้อนวอนขออะไรก็ตาม แต่กลับไม่ถูกรับฟัง ก่อนที่จะทันได้ไตร่ตรองว่าควรทำหรือไม่ คนุทหยิบกุญแจจากกระเป๋าและสอดเข้ารูกุญแจขึ้นสนิม มันฝืดแต่ก็ยอมไขหลังจากเขาออกแรง คราวนี้ ทอลฟินลุกขึ้น หรืออย่างน้อยก็พยายาม
คนุทไม่ขยับตัว แค่เปิดประตูและดันชามสตูว์เข้าไป "เอ้า" เขากล่าว
ราชาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอาหารเอง อดีตที่เคยเป็นนั้นผ่านไปแล้ว แต่สีหน้าของทอลฟินหลังจากกินอาหารร้อน ๆ ที่พวกเขาทานร่วมกันในกระท่อมเป็นหนึ่งในไม่กี่ความทรงจำที่เขาจะรักษาไว้อย่างดี เขาแอบหยิบชามจากห้องครัวและเมินเฉยต่อสายตาคนที่เห็น กล่าวง่าย ๆ แล้ว คืนนี้มีแต่การตัดสินใจที่ผิดพลาด จากเรื่องหนึ่งสู่อีกเรื่อง นี่ก็เป็นเพียงแค่อีกเรื่องหนึ่ง เขารู้สึกเช่นนั้นขณะที่ดวงตาของทอลฟินเต็มไปด้วยความอาฆาต
แม้จะสะบักสะบอม เขาก็ยังไว คนุทก็น่าจะจำได้
หัวของเขากระแทกจนมองเห็นดวงดาวตอนที่ทอลฟินตรึงเขากับลูกกรง มือบีบรอบลำคอ เขาไม่มีทางสู้ได้ จึงไม่พยายาม แต่ปล่อยแขนขาระทวยและสังเกตว่ามือที่บีบอ่อนแรงแค่ไหน ยังแน่นพอให้เขาหายใจลำบาก "พอเถอะ" เขาพยายามจะพูด แต่ยิ่งโดนบีบแน่นขึ้น “นี่ไม่ใช่.. วิธีที่นักรบจะฆ่าคน.. ทอลฟิน—" คำพูดแทบจะเปล่งออกมาไม่ได้ ติดอยู่ในลำคอ
พอได้ยินคำว่านักรบ ทอลฟินปล่อยมือ ยังคงคร่อมเหนือคนุท พอดูใกล้ขนาดนี้ เขาพังยับเยินจริงๆ กลิ่นสาปจากทั้งเนื้อตัว และเลือดแห้งกรังบนหน้า บนผม และเสื้อผ้าฉุนแทบจะแสบตา
"เป็นความผิดของเราที่เจ้าเป็นแบบนี้" คนุทกล่าวเสียงแผ่ว "เป็นความผิดของอาเชลัด และตอนนี้ก็เป็นของเรา เจ้าเป็นความรับผิดชอบของเรา"
ทอลฟินนิ่งมาก มีแต่ลมหายใจอ่อนแรงที่บ่งบอกว่าร่างตรงหน้ายังมีชีวิตอยู่ สั่นไหวระหว่างช่องว่างของเขาสองคน สายตาของเขาหยุดที่แก้มของคนุท ที่แผลซึ่งทำความสะอาดแล้วแต่ไม่ถูกเย็บ ในที่สุดเขาก็ปล่อยคนุทพร้อมกับทำเสียงไม่ชอบใจ
ชามสตูว์คว่ำในกองโคลน ทอลฟินสะดุดมันก่อนจะถอยไปอยู่ในมุมของเขา นอนคุ้มตัวเหมือนสัตว์บาดเจ็บ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่คนุทจะยังรักษาเขาไว้ได้ แม้เพียงเศษเสี้ยว เขานึกขึ้น ในตอนเช้า คนอื่นๆจะต้องหาทางกำจัดเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่งไปขายเป็นทาสข้ามทะเล อย่างที่โทลเคลพูดไว้ นั่นคงเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด
คนุททนเสียเขาไปอีกคนไม่ไหว ความรักคือเหย้าเรือนของผู้ที่ปล่อยวาง นี่คือความลำเอียง—บาทหลวงชราบอกเขาเช่นนั้น ความรู้สึกนี้ไม่ใช่อะไรนอกจากความเห็นแก่ตัว แต่เขาไม่มีเหตุผลจะต้องละทิ้งมัน อย่างน้อยก็ไม่มีเหตุผลให้ยอมแพ้
และ บางส่วนของเขาก็นึกขึ้นได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะกวนใจเขาเหมือนทอลฟิน อย่างที่เขาทำมาตั้งแต่แรก มงกุฎเป็นภาระอันหนักอึ้งมากพอแล้ว เปลี่ยนตัวตนของเขาไปทุก ๆ นาที ทอลฟินอาจจะเป็นคนสุดท้ายบนโลกที่ไม่สนใจเรื่องนั้น
แต่เขาจะสนใจอะไรบ้างหรือไม่เป็นอีกคำถามหนึ่ง คนุทกลัวเกินจะรู้คำตอบ แต่มีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นกับเขาในตอนนั้น ราวกับการประจักษ์แจ้ง
"เราจะทำข้อตกลงกับเจ้า" เขาเสนอ "เจ้าอยากฆ่าเราตอนนี้" คำนี้ทำเขาชะงักเพราะมันเป็นเรื่องจริง ทอลฟินมองเขา ผมปรกหน้าเลอะดิน ดวงตาคมกริบและช้ำเลือด บางอย่างในอกคนุทกระตุกที่เห็นเขาสภาพนี้ ว่าเขาบาดเจ็บแค่ไหน เขาแตกสลาย แตกสลายมาตั้งแต่แรกที่พวกเขาเจอกัน แต่ตอนนี้เขาไม่เหลือแม้แต่อาเชลัดให้ยึดเศษเสี้ยวเหล่านั้นเป็นชิ้นเดียว "ถ้าเจ้าสู้เราทั้งอย่างนี้ มันไม่ยุติธรรม เจ้าต้องรอจนกว่าเราจะแข็งแกร่งขึ้น เป็นผู้คุ้มกันของเราจนกว่าถึงตอนนั้น แล้วเราจะดวลกับเจ้า นักรบกับนักรบ"
สายตาของทอลฟินยังไม่สั่นไหว
"หรือ เจ้าจะสังหารเราเสียวันนี้ บัดนี้ ที่นี่"
คนุทเอื้อมไปข้างหลังแล้วหยิบกริซที่เก็บไว้ในเสื้อคลุม มีดใบนี้เป็นส่วนหนึ่งของทอลฟิน เหมือนกับที่มงกุฎเป็นส่วนหนึ่งของคนุทแล้วตอนนี้ เขายื่นกริซให้ หันฝั่งด้ามออก
ทอลฟินไม่เอื้อมมือออกมารับ
ความเกลียดชัง นั่นคือความรู้สึกที่ฉายอยู่ในดวงตาของเขา คนุทเพิ่มมันเข้าในรายชื่อสีหน้าที่ทอลฟินแสดงออกเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ครั้งหนึ่งเคยมีเพียงนับมือ สมเพช ยะโส โกรธา มุ่งมั่น เจ็บใจ และเกลียดชัง ทีนี้ก็ครบชุด คนุทขำขื่น ๆ ส่วนหนึ่งของเขาที่อยากจะหลบอยู่ข้างหลังรักนาร์เมื่อใดก็ตามที่ทอลฟินทำเขาอึดอัดไม่มีอีกแล้ว เขาพยายามจะขจัดมัน แต่จากนั้นนิ้วของทอลฟินกุมรอบด้ามมีด และเขาต้องพยายามใช้ประสาททั้งหมดที่ยังมีเพื่อให้ยังลืมตามอง
"ก็ได้"
นั่นเป็นคำเดียวที่เขาพูด เสียงเดียวที่เอื้อนเอ่ย
คนุทลืมวิธีหายใจ "เจ้าตกลง?"
ทอลฟินไม่ตอบ แต่เท่านี้ก็ดีพอแล้ว นี่อาจจะกลายเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดในการครองราชย์สั้นๆของเขา แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาไม่อาจเสียดายหรือลังเล อย่างไรเสีย นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดในคืนนี้ เขาลุกจากหล่มโคลนแล้วหันไปหาประตู เก็บตะเกียงไฟจากพี้นและนำทางกลับสู่อาคารที่พักของเขา เขาเมินฝีเท้ากะเผลกของทอลฟินและสายตาจากยามเฝ้าประตู
ที่เขาไม่ได้เตรียมใจรับมือคือโทลเคลอยู่อีกฝากของประตู สำรวจทั้งคู่พร้อมกับรอยยิ้มชวนขนลุก เกือบจะดูเหมือนตัวอันตราย "ทอลฟิน" เขาว่า ตั้งคำถามในน้ำเสียง
“เขาไม่เป็นตัวของตัวเองก่อนหน้านี้ แต่เขาตกลงจะกลับมาเป็นองรักษ์ส่วนตัวของเราแล้ว” เสียงของคนุทสั่นเล็กน้อย แต่โทลเคลไม่ได้สังเกต เขาสนใจแต่ทอลฟิน โทลเคลถอนหายใจแล้วเกาหลังคอ
"คุ้มกันเขา ไม่งั้นข้าจะต้องฆ่าเจ้าจริง ๆ นะ หลานชาย"
ทอลฟินแค่นหัวเราะ แม้ว่าจะออกมาดุร้ายเกินไป เหมือนสัตว์ขู่ลอดผ่านเขี้ยว "ถ้าแกทำได้หรอกนะ" เขาพูดโดยไม่มีน้ำเสียงแดกดันเช่นปกติ เพียงข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่ทำให้คนุทขนลุกแม้อยู่ใต้ผ้าคลุม
โทลเคลหัวเราะ "คงงั้น" เขาว่า แล้วหลีกทางให้พวกเขาเดินผ่านประตู "อย่างน้อยก็พยายามอย่าทำทุกอย่างเปื้อนโคลน"
อย่างกับว่าเขาเคยแคร์ คนุทอดคิดไม่ได้ว่าถ้าทุกอย่างที่ว่ารวมถึงพระราชาด้วยเช่นนั้นมันก็สายไปแล้ว เสื้อผ้าของเขาเละเทะและยังมีรอยโคลนรูปมือค่อย ๆ แห้งเกาะรอบคอ
"ส่งน้ำร้อนกับผ้ามาด้วย" คนุทสั่งเขา พยายามเค้นความน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน "ให้คนนำมาที่ห้องเรา" อย่างน้อยเขายังทำให้คนแปลกใจได้ โทลเคลมองเขาตากระปริบ ดูไม่ต่างอะไรจากนกฮูกตัวยักษ์งุนงง "ข้าไม่ใช่คนใช้เจ้า แล้วจะเอาเจ้านั่นเข้าไปไม่ได้-"
"โทลเคล"
คำสั่งเด็ดขาด เขาไม่จำเป็นต้องใช้สายตาด้วยซ้ำ จากนั้นเขาก็ไม่ถูกขัดอีก โทลเคลปล่อยพวกเขาไปโดยไม่พูดอะไรนอกจากถอนหายใจอีกหนึ่งเฮือก แต่สายตาของเขามีน้ำหนักเท่า ๆ กับมือที่ค้ำหลังคนุทให้ยืนตรงเมื่อภาพอาเชลัดล้มลงตายต่อหน้าหนักหนาจนขาเขารับไม่ไหว
นั่นเพิ่งผ่านไปไม่เท่าไหร่ เขานึกขึ้น แค่ไม่กี่ชั่วโมง รอยแผลบนหน้าเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อถึงห้องนอน เขาปิดประตูแล้วยอมให้ตัวเองถอนหายใจ ทอลฟินยืนนิ่งข้างประตู อย่างกับว่าพยายามทำตัวให้แข็งทื่อเป็นรูปปั้น เขาไม่เคยมีชีวิตชีวามากนอกจากเวลาต่อสู้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เราทำเขาแตกสลายแล้วจริง ๆ คนุทคิด ในความคิด เขาวาดภาพตนเองก้าวเข้าหา มองในดวงตาใสและพบความเห็นใจ เพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ
เสียงเคาะประตูทำทั้งคู่สะดุ้ง
เขาผลักทอลฟินหลบหลังประตูเพื่อรับชามใส่น้ำกับผ้าทอเนื้อดี เขาน่าจะบอกไปด้วยว่าเขาจะใช้มันทำอะไร ปิดประตูส่งสาวใช้แล้วหันไปหาทอลฟิน “ถอดเสื้อ” เขาสั่ง
ทอลฟินไม่ขยับ
“เจ้าจะดื้ออย่างนี้ไปตลอดเลยใช่ไหม” แม้ขณะที่ถาม เขาก็รู้ว่าคำตอบคือใช่แน่อยู่แล้ว ไม่มีภพไหนที่ทอลฟินจะไม่หัวแข็งจนไม่น่าเชื่อ แม้แต่หน้าธรณีสวรรค์ ทอลฟินก็คงไม่รักษาน้ำใจกับทวารคุมประตู นั่นอาจเป็นเหตุผลที่คนุทชื่นชมเขานัก
แต่ ผิดคาดของคนุท ทอลฟินค่อย ๆ ถอดเสื้อชั้นนอกของเขาออก เชื่องช้าและหมดแรง บางทีเขาอาจจะเหนื่อยเกินจะเถียงแล้ว ภายใต้เสื้อคลุกฝุ่น เขาดูไม่ได้เลย คนุทไม่รู้ว่าตัวเองคาดหวังอะไรอยู่ — เด็กชายช้ำเลือดทั้งตัว ตรงแขนหนักที่สุด สีของมันฟ้องว่ามันถูกหักแล้วหักอีกและยังฟื้นตัวได้เพียงน้อยนิด อาเชลัดเป็นคนหักมันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จัดกลับเข้าที่ให้ใช้ได้อีกครั้ง แต่มันก็กลับมาหักอีกหลังพวกเขาสู้กัน แล้วยังถูกซ้ำหักอีกครั้งตอนที่เขาพยายามเบียดตัวผ่านฝูงคนเมื่อบ่ายวันนั้น และโดนอะไรอีกก็ไม่รู้ตอนถูกลากไปข้างนอก คนุทแทบจะทำผ้าในมือร่วง รู้สึกเหมือนคิดจะก้าวขาลงแอ่งน้ำแต่กลับพบตัวเองถูกน้ำทะเลกลืนถึงคอเสียแทน
ทอลฟินไม่ได้รูปงาม แต่ขณะที่คนุทเข้าใกล้เขาแล้วค่อย ๆ เช็ดเลือดและคราบดินออกจากผิวซีด เขาอดจะเขินไม่ได้ เมื่อถึงส่วนใบหน้าความรู้สึกก็ค่อย ๆ กลายเป็นความสงสัย ทิฐิลดหาย คนุทถูผ้ากับคางของเขา แก้มทั้งสอง จากนั้นก็ริมฝีปาก ตรงนี้ใช้เวลานานที่สุด จมูกของเขาหักอีกแล้ว มีอยู่แค่ไม่กี่ส่วนบนหน้าที่ไม่เปื้อนเลือด และผมเขายังแทบจะแห้งติดก้อนโคลน ทอลฟินไม่แสดงสีหน้า แต่เขาสะดุ้งหนีเป็นบางครั้ง เพราะถูกสัมผัสมากกว่าเพราะเจ็บ คนุทสังเกต
เมื่อแล้วเสร็จ คนุทก้มมองแล้วพบชายอายุรุ่นเดียวกัน หน้าตาไม่โดดเด่น แต่มีเค้าของสันกรามคม โหนกแก้มสูง และดวงตาที่ครั้งหนึ่งอาจเคยกลมโตและอ่อนโยน ไขมันในแก้มแบบเด็กชายยังคงอยู่ แต่มันอยู่รอดผ่านหลายฤดูหนาวในกองทหารของอาเชลัด ได้กินเพียงเศษเนื้อได้เช่นไรนั้นเป็นปริศนา ส่วนอื่นของเขาผอมแห้ง กล้ามเนื้อหุ้มกระดูก คนุททนมองนานกว่านั้นไม่ได้
“เอาไป” เขาว่า ยื่นชุดนอนที่คนใช้เตรียมให้เขาบนเตียงให้
ทอลฟินจ้องมันราวกับว่าเขาได้รับงูเป็น ๆ เขาทิ้งเสื้อตกลงพื้นแล้วหยิบเสื้อตัวเก่ากลับไปใส่แทน อย่างน้อย ๆ เขาก็ไม่ได้ขอออกจากห้อง
คนุทเตรียมตัวนอนโดยมีสายตาจับจ้องอยู่ข้างหลัง เขาย้ำในใจว่าเขาเป็นคนเลือกแบบนี้เอง ราชาควรจะฝึกทำตัวให้ชินกับการถูกจ้อง เมื่อเสร็จ ทั้งสองอยู่ในจุดเก้ ๆ กัง ๆ ของตัวเอง คนุทบนเตียง จิตใจว้าวุ่นเกินจะนอนหลับ และทอลฟินนั่งหลังพิงประตูบนพื้น
เมื่อทอลฟินอ้าปาก เสียงของเขาเหลือแค่เสียงแหบ ๆ “เราไม่ใช่นักรบ”
คนุทสูดหายใจ
“เจ้าบอกว่าเจ้าจะดวลกับข้าอย่างนักรบกับนักรบ แต่เราไม่ใช่นักรบ”
วันแรกในฐานะกษัตริย์ของเขาจบลงเช่นนี้ ในห้องเดียวกับชายที่อยากจะฆ่าเขา ในห้องเดียวกับคนสุดท้ายบนโลกที่เขาอาจจะรัก แม้บกพร่อง อย่างแท้จริง

ไม่ใช่ทุกคนจะแช่มชื่นกับการตัดสินใจของเขาอย่างเช่นโทลเคล เขาหวังให้อาเชลัดยังอยู่กระซิบข้างหูคนนู้นคนนี้ว่าพระราชาช่างฉลาดแค่ไหนที่สามารถกลับใจกบฎมาอยู่ข้างเดียวกันได้ แต่ในความจริงการคะนึงหาคำปรึกษาจากอาเชลัดพาลจะให้ปวดใจมากกว่าจะเป็นประโยชน์ กุนนาร์กุมสองมืออย่างประหม่า เหล่ตามองทอลฟินราวกับว่าเขาเป็นสัตว์ร้ายพร้อมจะตะครุบเหยื่อ ผู้คุ้มกันคนอื่น ๆ ก็ทำสีหน้าไม่ต่างกัน เป็นโฟลกิที่มีปากเสียงมากที่สุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่ทัพจะต่อต้านเขาและไม่ใช่ครั้งสุดท้าย คนุทเชื่อว่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกหลายปีข้างหน้า คำแนะนำไร้แก่นสารและคำประจบประแจง จนกว่าโฟลกิจะไม่มีประโยชน์ต่อเขาอีกต่อไปหรือเลือกจะรับใช้เขาอย่างเต็มใจ
“มันไม่ได้ดีไปกว่าสุนัขบ้าตัวหนึ่ง” โฟลกิว่า กดเสียงเบา ราวกับว่าทอลฟินจะไม่ได้ยินเสียงเขาที่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว แน่นอน เขาได้ยิน และแน่นอน เขาไม่แคร์ “กระหม่อมทนนิ่งเฉยดูฝ่าบาทตกอยู่ในอันตรายไม่ได้ หากฝ่าบาทต้องการองครักษ์ส่วนตัวละก็ ให้กระหม่อมเลือกจากคนของกระหม่อม—”
ไม่มีใครรู้ถึงข้อตกลงระหว่างเขากับทอลฟิน แต่เขาก็คิดว่าเขาจะปลอดภัยกว่าในเอื้อมมือของสัตว์ร้ายที่เขารู้จัก ดีกว่าตัวที่ขึ้นตรงกับโฟลกิ
“พอที เราได้อธิบายไปทั้งหมดแล้ว หรือว่าเจ้ากังขาการตัดสินใจของมงกุฎ?”
มงกุฎ ไม่ใช่พระราชา เขาหลุดปากไป ผู้คนมองหามันก่อนที่จะสบตากับเขาแล้วตอนนี้--แต่เมื่อพวกเขามองที่คนุท มันเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส
โฟลกิยอมถอย เขาโค้งคำนับ แต่สายตาจับจ้องที่ทอลฟิน ผู้ยืนฟังบทสนทนาทั้งหมดนี้พลางยิ้มเยาะเงียบๆ อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งที่สามารถเผยท่าทีมุ่งร้ายได้อย่างเปิดเผย จริง ๆ แล้ว ความเคลือบแคลงใจของพวกเขามีเหตุผลอย่างยิ่ง เมื่อกลับมาไตร่ตรองดี ๆ คนุทไม่อยากจะเชื่อว่าเขาทำอะไรลงไป อะไรที่เขาใช้ผูกมัดทอลฟินไว้ อาหาร น้ำและเฝือกแขนใหม่ปกปิดความป่าเถื่อนของเขาไม่มิด ยากที่จะทนดูเขา สิ่งบ้าคลั่งและแตกสลายที่คนุทล่ามไว้กับความหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ ที่จะได้แก้แค้น
แต่ อย่างเช่นคนหนุ่มสาวทุกคน แม้รู้ว่าเขาอาจจะทำพลาดไปไม่ได้ช่วยให้อยากจะยอมรับความจริง ตรงกันข้ามเลยทีเดียว เขาได้ยินเสียงอาเชลัดหัวเราะเยาะมาจากในหลุมศพแล้ว
กองทัพอังกฤษแปรพักต์ดังที่เขาคาดไว้ บีบให้เขาต้องออกรบ แต่สงครามคือสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้ เป็นของว่างให้โทลเคลและชาวเดนส์เคี้ยวเล่นขณะที่เขาแสดงอำนาจ คนุทเดินทางไปกับเขา รวมถึงทอลฟิน โครงการสัตว์เลี้ยงของเขาเริ่มต้นโดยบังคับทอลฟินกินอาหารดี ๆ และใส่เสื้อผ้าที่เย็บใหม่หรือซักไม่เกินปี ผมของเขาสิ้นหวังแล้ว แต่ส่วนอื่นยังพอจัดการได้ โดยเฉพาะเมื่อทอลฟินรู้ตัวว่าคนุทจะหาเวลาว่างในตอนเย็นมาเช็ดฝุ่นออกจากหน้าเขาถ้าทอลฟินไม่ยอมทำเอง
ภายในหนึ่งเดือน เขาดูพอจะเป็นผู้เป็นผู้เป็นคนได้เกือบตลอดเวลา เหล่ากบฎต่างพากันคลานกลับมาสวามิภักดิ์ทีละคน และคนุทรู้ดีว่าภาพลักษณ์ของเขาออกมาเป็นอย่างไรเมื่อมีโทลเคลอยู่ข้างกาย โฟลกิอีกข้างหนึ่ง และทอลฟินเป็นเงาตะคุ้มอยู่ข้างหน้า ไม่ได้เลื่องชื่อเหมือนกับอีกสองคน แต่ก็ยังเป็นคาร์ลเซฟนี ยังคงสง่างาม ไร้ปรานี
เฝือกแขนของเขาถูกถอดออกและรอยฟกซ้ำหายไป แต่ก็มีเพียงเท่านั้น คนุทเค้นคำพูดออกจากปากเขาได้เพียงนับมือ นับว่าก็ดีมากแล้ว ยังดีกว่าตื่นขึ้นมามีกริชจอคอหอย หรือแย่กว่านั้น ไม่พบทอลฟิน
กลุ่มขุนนางที่ฉลาดหน่อยกลับมาเข้าข้างเขาแต่เนิ่น ๆ คนุทคิดว่าคงถึงเวลาที่จะเริ่มแบ่งเศษเนื้อให้เหล่าสุนัขก่อนเวลาอาหาร แต่เมื่อถึงครั้งแรกที่มีคนพยายามลอบสังหารเขา กลับไม่มีเล่ห์กลอะไรมากมาย
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชายขอบของเดนลอว์ เขาหยุดพักหลังจากเคลื่อนขบวนมาตลอดทั้งวัน กลุ่มผู้คุ้มกันมุ่งหน้าไปกินดื่มอาหารที่ชาวบ้านจัดเตรียมให้ โทลเคลไปกับพวกเขาด้วย ทอลฟินเตร่ไปที่ไหนก็ไม่รู้ คนจำนวนหนึ่งยังเดินออกันไปมาทำให้คนุทไม่ทันเห็นชายที่พุ่งตัวเข้ามาจนกระทั่งมันสายไปแล้วที่จะหลบ เขาคิดว่าจนถึงตอนนี้แล้วเขาน่าจะเก่งขึ้นบ้าง คิดว่าการฝึกกับโทลเคลและการครองตำแหน่งจะสอนอะไรเขาบ้าง--
น้ำหนักตัวของชายคนนั้นปะทะกับเขาเต็มแรง ร่างใหญ่ ผมสีเข้ม เสื้อเกราะหนังธรรมดา ๆ จากนั้นเขาก็ล้มลง ติดอยู่ใต้ร่างคนแปลกหน้า รอคอยให้ความเจ็บปวดแผ่ซ่าน เพราะว่าในมือของมันจะต้องมีดาบแน่ ๆ และเกราะเหล็กของคนุทไม่มีทางกันการปะทะตรง ๆ แบบนั้นไหว
ผู้ติดตามตะโกนโหวกเหวก ผู้หญิงกรีดร้อง ร่างหนักถูกยกออกไป
คนุทกระพริบตามองทอลฟิน กำลังก้มมองเขา ถือกริซในมือ ชายแปลกหน้านอนกองอยู่ข้างเขา เลือดค่อย ๆ เจิ่งนองรอบร่างไร้วิญญาณ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ชายคนนี้ที่ชนเขาล้ม แต่เป็นทอลฟิน
“ครั้งหน้าก็หลบซะบ้าง เจ้าโง่” ทอลฟินกล่าวแล้วหันจากไป
คนุทพยักหน้า ผู้คนกรูกันกลับมาที่ลานหญ้า โทลเคลนำหน้าพวกเขา มือถือขวาน มองหาคู่ต่อสู้ ทันทีที่เขาเห็นคนุทไร้รอยบาดเจ็บ เขาไหวไหล่ โฟลกิอย่างน้อยก็มีกระใจจะแสดงว่าเป็นห่วงแทนที่จะผิดหวัง
มงกุฎหล่นอยู่บนพื้นดินข้างหลังเขา เขาเก็บมันขึ้นมา ปัดฝุ่น และสวมบนศรีษะใหม่ “เราจะต้องหลั่งเลือดอีกสักวัน” เขากล่าว ไม่ได้พูดกับใครเป็นพิเศษ นิ้วโป้งลูบรอยแผลเป็นบนแก้ม ตราบใดที่มงกุฎยังเรียกร้อง เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตอบรับ แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม แต่ขณะที่เขามองทอลฟินเดินจากไป ผู้คนแหวกทางให้และมองตามหลังเขา ในช่วงนาทีนั้นช่างตลกร้าย
มงกุฎสามารถให้เขาได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่สิ่งนั้น ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความยำเกรง
และไม่มีวันใช่ทอลฟิน
ไม่มีใครแย้งเรื่องตำแหน่งของทอลฟินข้างกายเขาอีกหลังจากวันนั้น แต่พวกเขาก็ยังมีปากเสียง เอเทลเร็ดจะกลับมาและทวงคืนบัลลังก์ ชิงโจมตีก่อนจะเป็นการดี พวกเขาว่า และทำไมไม่ไปขอกำลังเสริมจากเฮรัลด์ ราชาแห่งเดนมาร์ก? ทำไมไม่พิชิตเวลส์เสีย ในตอนที่ยังมีโอกาส? ฝ่าบาท ก่อนฤดูหนาว จะเป็นการดีหากทำสิ่งนี้ และยิ่งดีหากทำสิ่งนั้น เสียงกระซิบนับพันผ่านหูเขาทุก ๆ วัน เพราะเป็นหูของเขาที่อยู่ใต้มงกุฎ
ส่วนที่ดีที่สุดของวันคือยามที่ได้อยู่อย่างสงบในห้องหรือกระโจมส่วนตัว ไม่มีใครรบกวนนอกจากทอลฟินที่เฝ้าอยู่เงียบ ๆ เป็นยาใจ
ส่วนที่แย่ที่สุดมาจากเหล่าทหาร เมื่อพวกโยมส์ไวกิ้งของโทลเคลได้ยินคำค่อนขอดของทอลฟินโดยบังเอิญ ได้เลย องค์หญิง ในบ่ายเชื่องช้าวันหนึ่งระหว่างเดินขบวน จากนั้นมันแพร่ไปเหมือนไฟลามทุ่ง
องค์หญิงอย่างนั้น องค์หญิงอย่างนี้ ไม่ใช่แม้แต่ราชีนี ต่อให้มีมงกุฎประดับหัว มีบัลลังก์ข้างใต้และกองทัพอยู่ข้างหลัง ที่แย่ที่สุดคือมันถูกใช้ด้วยความรักใคร่ เขาแอบได้ยินทหารยามสองคนพูดถึงการปกครองของเขา แม้จะไม่เชิงเป็นการพูดคุยแต่เป็นเสียงเฮฮาวางแผนจะดื่มจนตายกันไปข้างและดื่มสรรเสริญให้แก่องค์หญิงที่นำชัยมาให้
องค์หญิง
หากเขาสั่งให้พวกทหารเลิก จะเพียงแต่ส่งให้คำนี้เป็นชื่อของเขาในที่ลับและในวงเหล้า โดยปราศจากความชื่มชมอย่างเช่นที่มันมีตอนนี้ ไม่ หากต้องการให้คนยำเกรง ก็ต้องมีภาพลักษณ์ให้สมกัน เขายอมแพ้จะไว้เคราไปนานตั้งแต่หนวดหรอมแหรมของเขาเรียกได้เพียงแต่คำถามอึก ๆ อัก ๆ จากกุนนาร์ว่าเขาต้องการให้คนช่วยโกนหนวดหรือไม่
แต่อย่างน้อยเขายังตัดผมได้
แน่นอน ทั้งหมดนี้จะไม่สำคัญกับทอลฟินเลยแม้แต่น้อย อย่างน้อยก็มีเขาคนหนึ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน-- เขาไม่มีทางก้มหัวให้คนุทแม้ว่าเขาจะมีเครายาวสิบนิ้วหรือใบหน้าเหี่ยวย่นพร้อมด้วย
“เจ้าจะทำอะไร”
คำถามเงียบ ๆ จากทอลฟินข้างหลังเขาเป็นมากกว่าอย่างอื่นที่ทอลฟินคิดจะมอบให้เขาในหลายวัน คนุทพยายามจะไม่เผยอาการแปลกใจ เขานั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กในกระโจมของเขา—ของพวกเขา กำมีดอยู่ในมือ “ตัดผม”
“เจ้า-- ทำไม?” เขาฟังดูเหมือนกำลังดุมากกว่าถาม ชนชั้นสูงโง่เง่าทำเรื่องโง่เง่า คนุทเป็นได้เพียงแค่นี้ในสายตาของทอลฟิน
ทอลฟินไม่เหลือความเคารพในตัวเขาให้เสียอยู่แล้ว เขาจึงตอบตามจริง “มันทำให้เราดูอ่อนแอ เหมือนผู้หญิง องค์หญิง เราคิดว่าเจ้าใช้คำนั้น” แล้วทุกคนก็ใช้แล้วตอนนี้
ครูหนึ่งผ่านไปก่อนที่เขาจะถักผมให้มีดหั่นออกได้ เขารู้ว่าเขาเป็นคนโง่ที่หวังให้ทอลฟินสนทนาด้วย แต่ทอลฟินกล่าวขึ้นอีก “ตอนนั้นเจ้าไม่ได้อ่อนแอเพราะไอ้นี้”
ตอนนั้น ความต่างเล็กน้อยแต่มีค่า มือของคนุทหยุดนิ่ง “แล้วจะทำไมล่ะ” เขาสำรวจตัวเองในกระจกโลหะบานเล็ก เครื่องหน้าเล็ก ผิวขาว แผลเป็นสดเริ่มก่อตัวกลายเป็นสีชมพู ผมของเขาสะท้อนแสงรอบ ๆ แผลเป็น “ไหน ๆ เจ้าก็จัดการมันหมดแล้วนี่” เขาว่า ยกมีดกลับมาจ่อหางเปียที่เขารวบไว้
มือข้างหนึ่งวางบนมือของเขา
คนุทชะงักนิ่ง ลมหายใจติดอยู่ในคอ มือ มีด และคอของเขาอยู่ครบตรงหน้า ขอเสนอของเขายังคงอยู่ แต่สิ่งแบบนั้นจะมีความหมายอะไรต่อทอลฟิน? เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทอลฟินหมายหัวของอาเชลัดไปทำไม ช่างโง่ที่คิดว่าจะควบคุมอะไรเช่นนี้ได้
แต่แล้วก็รู้สึกถึงมืออีกข้างวางบนเรือนผมของเขา ดึงหางเปียกลับไปด้านหลัง ลมหายใจรดบนกระหม่อม
เขากำลังหัวหมุนจากขาดอากาศ เสียงลมหายใจของทอลฟินเองแทบจะดังเกินไปในห้องนี้ ใกล้ขนาดนี้ เขาจำได้เมื่อครั้งแรกที่ตระหนักว่าสิ่งมีวิตอื่น ๆ ต่างก็มีลมหายใจ ช่างดูล้ำค่าแค่ไหน ร่างที่อยู่ข้างหลังเขายังมีชีวิต ถึงแม้ทอลฟินจะใช้เวลาแต่ละวันผ่านไปเหมือนวิญญาณเดินได้ เขายังมีชีวิต และมือของเขาที่วางบนมือคนุทก็อุ่นไปหมด นี่เป็นครั้งแรกในหลายอาทิตย์ที่เขาขอบางอย่างจากคนุท แต่คนุทไม่รู้เลยว่าคืออะไรที่เขาต้องการ หรือจะต้องให้เขาอย่างไร
หนึ่งลมหายใจ เขาบังคับตัวเอง สั้นและแผ่ว แล้วพยายามสงบจิตใจตัวเอง ที่รู้สึกนานเหมือนนาทีเป็นเพียงไม่กี่จังหวะหัวใจเต้นในความเงียบ ในที่สุด ทอลฟินปล่อยเขาและก้าวจากไป เขาได้ยินเสียงประตูเปิดและปิดลงเบาไม่น้อยไปกว่าเสียงกระซิบ
คนุทหายใจเข้าเฮือกใหญ่และหันกลับหากระจก โยนมีดลงบนโต๊ะ เงาสะท้อนใบหน้าของเขาแดงแจ๋ ยิ่งกว่าเขินอาย หลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้มีสภาพเช่นนี้ หาใช่กษัตริย์ หาใช่องค์ชาย ไม่มากไปกว่าเด็กหนุ่ม
แต่เขาไม่ตัดผม
